วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แบงก์โหมแคมเปญดันสินเชื่อบ้านคึกคัก

จัดทำโดย นายปิยวัฒน์ หลักกำจร 5105106014

แบงก์ เร่งอัดแคมเปญสินเชื่อบ้านก่อนยกเลิกมาตรการอสังหาฯ ดันยอดสินเชื่อไตรมาสแรกเพิ่ม กสิกรไทยชี้เห็นสัญญาณชัดในสิ้นปี 52 ที่มียอดโอนโต 50% ในเดือนเดียว ไทยพาณิชย์ตั้งเป้าอนุมัติสินเชื่อบ้าน 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่นครหลวงไทยชูดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 0.25% หากทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินกู้
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินเชื่อบ้านในปีนี้เชื่อว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างแข่งขันกันมากขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลต่อมาตรการภาษีด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ จะหมดอายุลง และยังไม่แน่ชัดว่าจะขยายเวลาออกไปอีกหรือไม่
ทั้งนี้ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 13% หรือคิดเป็น 3.8 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ที่เติบโตได้ 3.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ เนื่องจากในช่วงปลายปีที่มียอดอนุมัติสินเชื่อเข้ามามาก เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี และจะหมดมาตรการในเดือนมี.ค.นี้ ทำให้ความต้องการสินเชื่อเข้ามามากกว่าปกติ โดยมียอดโอนเพิ่มขึ้นถึง 50% จากเดือนละ 4 พันล้านบาทเป็น 7 พันล้านบาทในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ธนาคารได้ร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ ในการออกแคมเปญ สินเชื่อบ้านกสิกรไทย “ซุปเปอร์แจ๋ว” มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าอีกด้วย
ด้านนายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายผลิตภัณฑ์สินเชื่อลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าภาครัฐอาจจะไม่ต่ออายุมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน จึงเชื่อว่าในช่วงนี้ไปถึงสิ้นเดือนมี.ค. มีโอกาสที่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะเร่งทำการโอนบ้านเพื่อรับสิทธิประโยชน์มากขึ้น
โดยในช่วงสิ้นปี 2552 ธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 2.7 แสนล้านบาท และในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 6 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสุทธิเพียง 1 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นจับมือกับพันธมิตรที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ เชื่อว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แม้ราคาอสังหาฯ มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 5-10% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้นทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมาก ขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่จะเห็นตัวเลขยอดการโอนมากขึ้นในช่วงก่อนหมด มาตรการภาษี
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้เสนอโปรโมชั่น “สินเชื่อบ้านธนาคารนครหลวงไทย” สำหรับบ้านใหม่ในโครงการที่ธนาคารร่วมสนับสนุน ดอกเบี้ยพิเศษ 2 ทางเลือก ได้แก่ ทางเลือกที่ 1 ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก ปีที่ 1 เท่ากับ 1.75% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 5.00% ต่อปี หลังจากนั้นคิดเอ็มแอลอาร์ ลบ 1.00% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา
ทางเลือกที่ 2 ดอกเบี้ยลอยตัว 2 ปีแรก คิดเอ็มแอลอาร์ลบ 3.00% ต่อปี หลังจากนั้นคิดเอ็มแอลอาร์ ลบ 1.00% ต่อปี โดยเลือกรับเงื่อนไขดอกเบี้ยได้จนถึงวันที่ 31 มี.ค. พร้อมกันนี้ ยังมอบส่วนลดดอกเบี้ยในปีแรกลงอีก 0.25% สำหรับลูกค้าที่กู้สินเชื่อเคหะพร้อมทำประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินกู้
นายชัยนันท์ ลภิธนานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อบ้านเติบโต 40% หรือเพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.3 หมื่นล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อบ้านสิ้นปี 2552 ที่มี 5.8 หมื่นล้านบาท โดยจะปรับกลยุทธ์เจาะกลุ่มผู้ประกอบการและอนุมัติเร็ว ไม่แข่งด้วยดอกเบี้ย ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านของธนาคารสูงกว่า 4 แบงก์ใหญ่เล็กน้อย
สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง ที่ซื้อบ้านระดับราคา 1.5-3 ล้านบาท พร้อมทั้งมีแผนที่จะขยายฐานสินเชื่อเคหะไปยังกลุ่มลูกค้าผู้กู้รายย่อยและ ผู้ประกอบการกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศ และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการจัดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในรูปแบบสวัสดิการเพื่อพนักงานและลูกจ้างประจำขององค์กรภาครัฐและเอกชนอีก ด้วย ซึ่งการเสนอดอกเบี้ยคงที่และมีระยะเวลาคงที่ตั้งแต่ 1-3 ปี จะเป็นรูปแบบที่เห็นมากขึ้น ในภาวะดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มการปรับขึ้นในช่วงครึ่งปี
“ในปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อรายย่อยประมาณ 28% ของสินเชื่อรวม ส่วนใหญ่เกือบ 70% มาจากสินเชื่อบ้าน ซึ่งในปีที่ผ่านมาสินเชื่อรายย่อยของธนาคารเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าเป้าหมาย จากเดิมที่เคยคาดว่าสัดส่วนสินเชื่อรายย่อย จะเป็น 25% ในสิ้นปีนี้ ดังนั้นจึงคาดว่าสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยของธนาคารจะขยับขึ้นเป็น 30% ในสิ้นปีนี้ เพราะสินเชื่อบุคคลของธนาคารก็เติบโตได้ดีปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1,250 ล้านบาท”
นายอัสนี ทรัพยวณิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารจะนำทรัพย์สินพร้อมขาย (NPA) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนกว่า 1,700 แปลง มูลค่ารวมกว่า 2,300 ล้านบาท ร่วมในงานมหกรรมบ้านและคอนโด 18-21 ก.พ.นี้ โดยให้ส่วนลดสูงสุด 30% พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักทรัพย์ประกัน จัดการเงินกู้ และทำนิติกรรมจำนอง ลูกค้าเสียค่าโอนกรรมสิทธิ์สูงสุดไม่เกิน 1% นอกจากนี้ ธนาคารยังให้สินเชื่อกับผู้ซื้อ NPA เพื่ออยู่อาศัย โดยให้วงเงินกู้สูงสุด 90% ดอกเบี้ย 0% ในปีแรก ปีที่ 2-3 คิดเอ็มแอลอาร์ - 0.25% หลังจากนั้นคิดเอ็มแอลอาร์ - 0.50% ปัจจุบันเอ็มแอลอาร์เท่ากับ 5.85% ต่อปี
นายอัสนี กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้ธนาคารคาดว่าจะขายเอ็นพีเอไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ทำให้นักลงทุนสนใจลงทุนในที่ดินแปลงใหญ่ๆ มากยิ่งขึ้น


ที่มาของข่าว http://www.bangkokbiznews.com/2010/02/16/news_30345044.php?news_id=30345044

คำถาม

1.ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ไว้กี่เปอร์เซนต์

2.ธนาคารนครหลวงไทยได้เสนอโปรโมชั่นใด

3.นายอัสนี ทรัพยวณิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย
ได้คาดการณ์การลงทุนในปีนี้ว่าอย่างไร

ออมสินเดินหน้าอุ้มคนจน

จัดทำโดย นายเกียรติศักดิ์ บุตรฝาง 5105106011

แบงก์เฉพาะกิจโชว์ผลงานโดดเด่น “ออมสิน” เจ๋งกำไรพุ่ง 1.5 หมื่นล้าน ตั้งเป้า 3 ปีขยับเทียบชั้น 1 ใน 4 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ ยันปีนี้กดเอ็นพีแอลให้เหลือต่ำกว่า 2% พร้อมตรึงอัตราดบ.เงินกู้-เงินฝาก อุ้มคนจนต่อไป ไม่หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้น ด้าน “เอ็กซิมแบงก์” แจงกำไรปี 52 อยู่ที่ 347 ล้านบาท
นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2553 ธนาคารออมสินจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเท่าเดิม แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะอยู่ขาขึ้นในครึ่งปีหลัง เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารออมสินมีต้นทุนดอกเบี้ย เงินฝากอยู่ในระดับ 3% ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 80% มาจากการระดมเงินฝากด้วยการออกสลากออมสินพิเศษ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ หรือ MLR อยู่ที่ 5.85% จึงทำให้ต้นทุนของธนาคารอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าธนาคารแห่งอื่น ซึ่งประเด็นนี้ ทำให้การพิจารณา ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรือลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารมีความล่าช้ากว่าธนาคารอื่นๆ
“ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของเราอยู่ที่ 3% แต่เมื่อหักค่ารายจ่ายด้านต่างๆ ออกไปแล้ว กำไรจะมีไม่ถึง 2% ซึ่งก็อยู่ในระดับเดียวกันธนาคารพาณิชย์เอกชน แต่สาเหตุที่ปีที่แล้ว ธนาคารออมสินมีกำไรสุทธิ 15,904 ล้านบาท เนื่องจากการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 42.50% เมื่อเทียบกับปี 51 ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลเมื่อปี 51 อยู่ที่ 3.31% ก็ปรับตัวลดลงเหลือ 2.20% แสดงให้เห็นว่า เรามีประสิทธิภาพในการบริหารงาน” ผอ. ธนาคารออมสิน กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารออมสินในปี 2552 ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มสุทธิ 233,084 ล้านบาท โดยมียอดสินเชื่อคงค้าง ณ ปี 52 อยู่ที่ 781,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 548,413 ล้านบาท จากปี 2551 หรือเพิ่มขึ้น 42.50% โดยมีกำไรสุทธิก่อนการตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน 15,904 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.92% มีรายได้รวม 46,273 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากดอกเบี้ยที่ปล่อยสินเชื่อ 33,625 ล้านบาทหรือ 73% ของรายได้รวมทั้งหมด ที่เหลือ 27% เป็นรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน
การลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ ธนาคารยังลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลงจาก 70.78% เหลือ 65.63%
นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า การขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เอ็นพีแอลปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารออมสินตั้งเป้าหมายว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะขึ้นแท่นเป็นธนาคารอันดับ 4 ของประเทศ รองจากธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกร ไทย และไทยพาณิชย์ เพราะปัจจุบันธนาคารออมสิน มีสินทรัพย์รวม 1,080,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2551 ถึง 271,600 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 33.59% จัดอันดับเป็นธนาคารอันดับ 5 ของประเทศซึ่งอยู่ในอันดับเดียวกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 78,000 ล้านบาท จากยอดสินเชื่อรวม 780,000 ล้านบาท หรือเติบโต 10% โดยจะเน้นการปล่อยสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธนาคารประชาชนและรายใหญ่ให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะลดเอ็นพีแอลลดลงจาก 2.20% ในปี 2552 ให้ต่ำกว่า 2% ในปีนี้ ขณะเดียว กันธนาคารพร้อม จะดูแลลูกหนี้นอกระบบ 300,000 ราย ตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของภาครัฐตามที่กระทรวงการคลังส่งรายชื่อมา ให้ โดยไม่ไห้เกิดปัญหาหนี้เสีย
ด้านดร.อภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM BANK เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาธนาคารมีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาทเติบโตขึ้น 347% จากเป้าหมายที่กำหนด ส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Nonperforming Loans : NPLs) ในปี 2552 อยู่ที่ 4,370 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.16% ของยอดเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ 9.24% ซึ่งลดลงจากปี 2551
นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถขยายสินเชื่อและบริการประกันการส่งออกได้เกินเป้าหมาย โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อ 54,298 ล้านบาท หรือเติบโต 146% โดยเป็นวงเงินอนุมัติสินเชื่อฟาสต์ แทร็ก 17,579 ล้านบาท ซึ่งเติบโต 352% รวมทั้งยังอนุมัติวงเงินรับประกันการส่งออกและการลงทุนคิดเป็นมูลค่า 7,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 368% จากปี 2551 และในปีนี้ ธนาคารจะเดินหน้าขยายธุรกิจ การบริการ และเปิดสาขาย่อยเพิ่มอีก 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ควบคู่ กับการปรับปรุงกระบวนการทำงานด้านบริการลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

ที่มาของข่าว http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413343091

คำถาม

1.ธนาคารออมสินมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับเท่าไหร่ และมีการระดมเงินฝากมาจากสิ่งใด

2.ผลการดำเนินงานของธนาคารออมสินในปี 2552 มียอดสินเชื่อคงค้างปี 2552 เพิ่มขึ้นเท่าไหร่

3.ในปัจจุบันธนาคารออมสิน มีสินทรัพย์รวมเท่าไหร่

รัฐมนตรีคลังยุโรปประชุมหามาตรการช่วยเหลือกรีซ

จัดทำโดย นายณัฐพล บุญผา 5105106010

รัฐมนตรีคลังยุโรปประชุมหามาตรการช่วยเหลือกรีซ รับมือปัญหาหนี้สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประธานอีซีบียืนยันเศรษฐกิจและการเงินยุโรปยังแข็งแกร่งพอที่ใช้เงินยูโร (ยูโรโซน) ประชุมร่วมกันที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ช่วงเย็นวานนี้ (15 ก.พ.) ก่อนการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีสมาชิก 27 ประเทศ ในวันนี้ (16 ก.พ.) ท่ามกลางแรงกดดันจากนักลงทุนที่ต้องการเห็นมาตรการชัดเจนในการช่วยเหลือกรีซ หากกรีซไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมภาระหนี้สาธารณะได้
นักลงทุนต้องการรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือกรีซ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะประยุกต์ใช้ข้อตกลงเพื่อช่วยเหลือโปรตุเกส และสเปน หลังจากผู้นำยุโรปให้คำมั่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะสนับสนุนกรีซ ซึ่งประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก
นายสจ๊วต ทอมสัน ผู้บริหารกองทุนมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ ในกลาสโกว์ สกอตแลนด์ กล่าวว่า นักลงทุนต้องการเห็นแผนการรับมือวิกฤติอื่นๆ และฉันทามติจากประเทศหลักที่จัดสรรเงินกู้ให้กรีซ
นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และผู้นำชาติอื่นๆ ในยุโรป ให้คำมั่นเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่าจะร่วมมือสนับสนุนความพยายามของกรีซ ในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณมหาศาล แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจะช่วยเหลืออย่างไร หากกรีซมีปัญหาในการขายตราสารหนี้ 53,000 ล้านยูโรในปีนี้
ทางด้านนายฌอง คล็อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยว่า รัฐบาลจาก 26 ชาติสมาชิกอียู ให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กรีซ ครอบคลุมถึงการช่วยกำกับดูแลด้านการเงิน และยุติการนำเงินออกจากคลังไปช่วยเหลือภาคเอกชน พร้อมกับยืนยันว่าเสถียรภาพทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของยุโรปมีความแข็งแกร่งมากพอ
นายทริเชต์กล่าวว่า รัฐบาลกรีซขาดวินัยในการดำเนินนโยบายด้านการใช้จ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่อียูไม่สามารถยอมรับได้ และกรีซจะต้องแก้ไขข้อผิดพลาดในทุกด้าน รวมทั้งข้อผิดพลาดด้านนโยบายการเงินและการคลัง
ส่วนยอดขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นในประเทศอื่นๆ รวมถึงสเปน นายทริเชต์กล่าวว่า อียูและอีซีบีพร้อมที่จะช่วยแก้ปัญหายอดขาดดุลและหนี้สาธารณะของกรีซ แต่รัฐบาลของประเทศอื่นๆ รวมถึงสเปน มีแนวทางการแก้ไขปัญหาของตนเองอยู่แล้ว
วิกฤติหนี้สาธารณะและยอดขาดดุลงบประมาณของกรีซ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง และกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ค่าเงินยูโรร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน เนื่องจากความกังวลว่ากรีซจะไม่สามารถรับมือกับยอดขาดดุลงบประมาณที่อยู่ในระดับสูงสุดในกลุ่มอียู และจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปโดยรวม
แรงกดดันต่อตลาดการเงินยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงสัปดาห์นี้ โดยเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ในการซื้อขายที่ตลาดโตเกียววานนี้ (15 ก.พ.) แตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ 1.3623 ดอลลาร์ต่อยูโร เทียบกับ 1.3632 ดอลลาร์ต่อยูโร เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว

ที่มา http://www.suthichaiyoon.com/detail/294

คำถาม

1.ประเทศใดที่ต้องการให้รับความช่วยเหลือจากการเกิดหนี้สาธารณะ

2.นายทริเชต์คิดว่าที่กรีซเกิดปัญหาหนี้สาธารณะขึ้น เพราะเหตุใด

3. วิกฤติหนี้สาธารณะและยอดขาดดุลงบประมาณของกรีซ ส่งผลอย่างไร

ทีเอสเอฟซีกำไร 10 ล้านบาทในเดือนมกราคม

จัดทำโดย นายปิยวัฒน์ หลักกำจร 5105106014

กรุงเทพฯ--16 ก.พ.--ทีเอสเอฟซี
นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) (ทีเอสเอฟซี) เปิดเผยภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการบริษัทว่า ปีนี้ทีเอสเอฟซีจะเติบโตอย่างเข้มแข็งและน่าจะทำกำไรได้ตามเป้าหมาย
“หลังจากการเพิ่มทุนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ผู้บริหารของทีเอสเอฟซีก็ได้เร่งปรับปรุงระบบการทำงาน การจัดเกรดหุ้นหลักประกัน การตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งขณะนี้บริษัทก็มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งดังจะเห็นได้จากที่บริษัทสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้ 10 ล้านบาทในเดือนมกราคมที่ผ่านมา” นายปกรณ์กล่าว
นอกจากนี้ ทางบริษัทได้เร่งการพัฒนาระบบงานเอสบีแอล (การให้กู้ยืมหุ้นเพื่อการขายชอร์ต) ที่ได้ชะงักงันไปในช่วงที่บริษัทมีปัญหาในปลายปี 2551 โดยขณะนี้มีระบบงานด้านคอมพิวเตอร์ ที่จะสนับสนุนธุรกิจด้านนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการทดสอบรวมทั้งระบบ (Integrated testing) “ระบบงานด้านเอสบีแอลของบริษัทเป็นระบบที่จะเชื่อมต่อถึงบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่เป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น โดยในเบื้องต้นจะสามารถเชื่อมต่อได้กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้ระบบซื้อขายหลักทรัพย์ของฟรีวิวก่อน แล้วจึงจะขยายไปถึงบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้ระบบอื่นต่อไป โดยเราคาดว่าในส่วนแรกน่าจะเปิดบริการได้ในเดือนเมษายนศกนี้” นางนภาภรณ์ ลัญฉน์ดี กรรมการผู้จัดการกล่าว
ธุรกิจเอสบีแอลจะช่วยทั้งเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดหลักทรัพย์และเป็นโอกาสให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีรายได้เสริมนอกเหนือจากการรอรับเงินปันผลจากการนำหุ้นที่มีอยู่ให้ทีเอสเอฟซียืม ในขณะเดียวกันเอสบีแอล ก็ให้โอกาสนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำการซื้อขายถี่มีโอกาสทำกำไรในช่วงที่ราคาหุ้นอยู่ในขาลง โดยสามารถยืมหุ้นจากทีเอสเอฟซีเพื่อมาทำการขายชอร์ต ได้ ซึ่งหากการขายชอร์ตมีปริมาณมากขึ้นการแกว่งตัวของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็จะแกว่งตัวอยู่ในช่วงราคาที่แคบลงจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีเสถียรภาพในด้านราคามากขึ้น
ปัจจุบันนี้ นอกจากการให้สินเชื่อมาร์จิ้นโลน ผ่านระบบเครดิตบาลานซ์แก่นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ทีเอสเอฟซียังให้เงินกู้ระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องให้บริษัทหลักทรัพย์ และทำธุรกิจ Repo พันธบัตรกับบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันอีกด้วย ซึ่งธุรกิจ Repo ก็เป็นธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก และสามารถใช้เป็นธุรกิจที่เสริมกำไรให้กับบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ อีกโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงแต่อย่างใด


ที่มา http://www.newswit.com/news/2010-02-16/d45678c25f4c11781670b6fcb1d9f291/

คำถาม

1.บริษัทหลักทรัพย์ เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) (ทีเอสเอฟซี)ได้ทำกำไรเท่าไหร่ปีเดือนมกราคม

2.ทางบริษัทได้เร่งการพัฒนาระบบงานแบบใดในปี2551 ที่เกิดการปัญหา

3.ทีเอสเอฟซี นอกจากเป็นบริษัทหลักทรัพย์แล้วยังการทำธุกรรมใดอีก

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาและจีอี แคปปิตอลลงนามสัญญาผูกพัน หลังผู้ถือหุ้นธนาคารอนุมัติการซื้อกิจการจีอี มันนี่ ประเทศไทย อย่างท่วมท้น

จัดทำโดย นายเกียรติศักดิ์ บุตรฝาง 5105106011


กรุงเทพฯ--1 ก.ย.--ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และจีอี แคปปิตอล แจ้งว่าได้มีการลงนามในสัญญาขายหุ้นในธุรกิจการเงินเพื่อรายย่อยของจีอี มันนี่ในประเทศไทยให้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตามที่ธนาคารได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างดำเนินการตามข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงการขออนุมัติจากธนาคาร แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ การซื้อกิจการครั้งนี้จะมีมูลค่าประมาณ 13,789 ล้านบาท (หรือ ประมาณ 405.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยราคาดังกล่าวอาจจะมีการปรับเปลี่ยนในขั้นสุดท้าย และคาดว่าการซื้อกิจการดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาส 4 ของปีนี้ นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ ข้อตกลงครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างธนาคาร กับจีอี แคปปิตอล และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วย ธนาคารมั่นใจว่าการซื้อธุรกิจของจีอี มันนี่ ประเทศไทยในครั้งนี้ รวมถึงการซื้อกิจการอื่นๆ ก่อนหน้านี้ จะช่วยขยายฐานธุรกิจลูกค้ารายย่อยของธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ และธนาคารจะสามารถเร่งขยายธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตในระยะต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าการซื้อกิจการครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ รวมถึงได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยภายในปีนี้”
นายดมิทรี สต็อคตัน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีอี แคปปิตอล โกลบอล แบงกิ้ง ซึ่งได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อลงนามในสัญญาดังกล่าว กล่าวว่า “การผนวกธุรกิจของเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา และการกำหนดกลยุทธ์หลักและวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกภาพสำหรับธุรกิจในประเทศไทย จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจและบุคลากรของเรามีโอกาสดีที่สุดที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว ภายใต้ความ ร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เรายังคงให้ความสำคัญกับการสร้างฐานธุรกิจธนาคารเพื่อผู้บริโภครายย่อยใน
ประเทศไทยผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นของเรา พร้อมกับเพิ่มความ ยืดหยุ่น คล่องตัว และทางเลือกใหม่ๆ แก่ลูกค้า”
การขายธุรกิจของจีอี มันนี่ ในประเทศไทยให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจหลักของจีอี มันนี่ อันได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อเพื่อการซื้อสินค้าแบบผ่อนชำระ และสินเชื่อส่วนบุคคล ตลอดจนกิจการ ร่วมทุนในธุรกิจบัตรเครดิต ได้แก่ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด บริษัท เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด และ บริษัท เจอเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด จะช่วยขยายธุรกิจเพื่อผู้บริโภครายย่อยของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น และด้วยจำนวนฐานลูกค้าของจีอี มันนี่ ประเทศไทยจำนวน 4 ล้านราย พนักงานประมาณ 2,400 คน และเครือข่ายสาขาบัตรเฟิร์สช้อยส์ 27 แห่ง เมื่อผนวกเข้ากับเครือข่ายสาขาของธนาคาร กรุงศรีอยุธยาที่ครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว จะช่วยเพิ่มทางเลือกแก่ลูกค้าทั้งด้านบริการและผลิตภัณฑ์ทาง การเงินที่หลากหลายมากขึ้น
ข้อมูลเกี่ยวกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
บมจ. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2488 ปัจจุบันเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 720,000 ล้านบาท เป็นธนาคารที่ให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจรแก่ทั้งลูกค้าธุรกิจ และลูกค้าบุคคล ผ่านเครือข่ายสาขา 579 แห่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2550 จีอี มันนี่ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำเพื่อรายย่อยชั้นนำของโลกได้บรรลุข้อตกลงการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจและความเชื่อมั่นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับการผสานความสามารถทางธุรกิจของสององค์กร เพื่อให้ธนาคาร กรุงศรีอยุธยาบรรลุเป้าหมายการเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย โดยปัจจุบัน จีอี มันนี่ และกลุ่มรัตนรักษ์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารในสัดส่วนร้อยละ 33 และร้อยละ 25 ตามลำดับ ข้อมูลเพิ่มเติมเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ธนาคาร www.krungsri.com
เกี่ยวกับจีอี มันนี่ ประเทศไทย
จีอี มันนี่ ประเทศไทยเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคชั้นนำของไทย โดยได้บุกเบิกและพัฒนาธุรกิจสินเชื่อเพื่อ ผู้บริโภคในไทยมาเป็นเวลากว่า 15 ปี จีอี มันนี่ ประเทศไทยให้บริการสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคที่หลากหลายแก่ลูกค้า กว่า 4 ล้านราย และเป็นผู้ออกบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนบัตรหมุนเวียนในระบบกว่า 2.2 ล้านใบ
ธุรกิจการเงินที่ดำเนินงานโดยจีอี มันนี่ ประเทศไทยประกอบด้วยธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อการซื้อสินค้า แบบผ่อนชำระ และสินเชื่อส่วนบุคคล (บัตรเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า และบัตรเพาเวอร์บาย) และธุรกิจร่วมทุนในการให้บริการ บัตรเครดิต ได้แก่ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด (ซึ่งบริหารบัตรเครดิตกรุงศรี จีอี บัตรเครดิตโฮมโปร วีซ่า และสินเชื่อกรุงศรี จีอี ดรีมโลน) บริษัท เจอเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด (ซึ่งบริหารบัตรเครดิตเซ็นทรัล มาสเตอร์การ์ด และบัตรเครดิตโรบินสัน วีซ่า) และบริษัท เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด (ซึ่งบริหารบัตรเครดิต เทสโก้ วีซ่า)
นอกจากนี้ จีอี แคปปิตอลยังได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาในสัดส่วน 33%
เกี่ยวกับจีอี แคปปิตอล โกลบอล แบงกิ้ง
จีอี แคปปิตอล โกลบอล แบงกิ้งให้บริการทางการเงินที่หลากหลายแก่ลูกค้าใน 25 ประเทศทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของจีอี แคปปิตอล โกลบอล แบงกิ้งครอบคลุมตั้งแต่บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ไปจนถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ผลิตภัณฑ์เงินฝาก
กลุ่มธุรกิจโกลบอลแบงกิ้งเป็นส่วนหนึ่งของจีอี แคปปิตอล ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจการเงินระดับโลกของบริษัท เจเนอรัล อิเล็คทริค ที่ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินแก่ผู้บริโภค ผู้ค้าปลีกและธุรกิจทั่วโลก ข้อมูลเพิ่มเติมเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.ge.com
เกี่ยวกับจีอี
จีอี (NYSE: GE) เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ธุรกิจด้านข้อมูลข่าวสาร จนถึงบริการทางการเงิน ผลิตภัณฑ์ของจีอี ได้แก่ เครื่องยนต์อากาศยาน เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า เทคโนโลยีระบบการกลั่นน้ำ เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เครื่องมือตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ด้วยภาพ บริการทางการเงินเพื่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจข้อมูลข่าวสาร จีอีให้บริการลูกค้าในกว่า 100 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 300,000 คนทั่วโลก ข้อมูลเพิ่มเติมเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.ge.com


ที่มา http://www.newswit.com/news/2009-09-01/bbba2b06abc6f946dd14493f4e2d8bac/

คำถาม

1.จากการลงนามครั้งนี้มีการซื้อขายมูลค่าเท่าไหร่

2.ปัจจุบันธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินทรัพย์เป็นอันดับที่เท่าไหร่ของประเทศไทย

3.บริษัทจีอี แคปปิตอล เป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บาทเปิดที่ 33.15/17 อ่อนค่าตามภูมิภาค

นาย ณัฐพล บุญผา 5105106010

ค่าเงินบาทเช้า นี้เปิดตลาดที่ 33.15/17 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าตามภูมิภาค นักลงทุนหันกลับมาซื้อดอลลาร์ คาดเคลื่อนไหวในกรอบ
33.10-33.25 บาท/ดอลลาร์ นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทใน วันนี้ (8 ธ.ค.) ว่า เปิดตลาดที่ระดับ 33.15/17 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ซึ่งอยู่ที่ระดับ 33.11/12 บาท/ดอลลาร์ "ค่าเงินบาทเช้า นี้เปิดตลาดอ่อนค่าลงมาเล็กน้อย เป็นการอ่อนค่าตามเงินสกุลอื่น เนื่องจากเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เพราะเมื่อคืนนี้สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน
พ.ย. ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ จึงทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ อาจจะมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ แต่คงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ ซึ่งอาจจะได้เห็นประมาณกลางปีหน้า" สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในวันนี้ คาดว่าจะปรับตัวอ่อนค่าตามทิศทางของเงินสกุลอื่น แต่อาจจะไม่ขยับเยอะมาก คาดอยู่ในกรอบ 33.10-33.25 บาท/ดอลลาร์
คำถาม
1. นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่าในวันที่8 ธ.ค. จะเปิดตลาดที่ระดับเท่าไหร่
2. สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในวันนี้ จะอยู่ที่ระดับเท่าไหร่
3. ค่าเงินบาทเช้า นี้เปิดตลาดอ่อนค่าลงมาเล็กน้อย อันเนื่องมาจากสาเหตุใด